หน้าบ้าน  เกมส์  เนื้อเพลง  ดูดวง  ท่องเที่ยว  สมุนไพร  ประวัติสุนทรภู่  สารบัญเว็บไซต์  พจนานุกรม  เข้าสู่ระบบ  สมัครสมาชิก


Custom Search

 


นิราศสุนทรภู่

นิราศเมืองแกลง
นิราศพระบาท
นิราศภูเขาทอง
นิราศวัดเจ้าฟ้า
นิราศอิเหนา
นิราศสุพรรณ
นิราศพระประธม
นิราศเมืองเพชร
รำพันพิลาป
ประวัติสุนทรภู่

ประวัติสุนทรภู่

ตอนตกยาก เมื่อสุนทรภู่พึ่งพระบารมีพระองค์เจ้าลักขณานุคุณอยู่นั้น นอกจากเป็นผู้บอกสักวา คงจะได้แต่งหนังสือบทกลอนถวายอีก ได้ยินว่า แต่งเป็นกลอนเฉลิมพระเกียรติพระองค์เจ้าลักขณานุคุณเรื่องหนึ่ง ผู้ที่ได้เคยอ่านยังมีตัวอยู่แต่หนังสือนั้นหาฉบับยังไม่พบ นอกจากนั้นจะได้แต่งเรื่องใดอีกบ้างหาปรากฎไม่ พิเคราะห์ดูโดยสำนวนกลอน เข้าใจว่าเรื่องนิราศอิเหนาสุนทรภู่เห็นจะเเต่งในตอนนี้เรื่องหนึ่ง อนึ่ง เรื่องพระอภุยมณี ซึ่งสุนทรภู่ได้เริ่มแต่งในรัชกาลที่ ๒ นั้น สังเกตเห็นถ้อยคำบางแห่งรู้ได้แน่ว่ามาแต่งต่อในรัชกาลที่ ๓ จะยกตัวอย่างดังคำนางสุวรรณมาลีว่ากับพระอภัยมณี เมื่อแรกดีกันที่เมืองลังกาว่า
"ด้วยปีเถาะเคราะห์กรรมเกิดน้ำมาก    ขึ้นท่วมปากท่วมลิ้นเสียสิ้นหนอ"
อยู่ในเล่มสมุดไทยเล่ม ๓๕ ตรงนี้เห็นได้ว่าต้องแต่งในรัชกาลที่ ๓ ภายหลัง พ.ศ. ๒๓๗๔ การที่สุนทรภู่แต่งหนังสือพระอภัยมณีเห็นจะแต่งทีละเล่มสองเล่มต่อเรื่อยมาด้วยเป็นหนังสือเรื่องยาว ทำนองพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จะได้ทอดพระเนตรหนังสือเรื่องพระอภัยมณี เมื่อสุนทรภู่ไปพึ่งพระบารมี และมีรับสั่งให้แต่งถวายอีก สุนทรภู่จึงแต่งเรื่องพระอภัยมณีอีกตอนหนึ่ง แต่จะไปค้างอยู่เพียงใดหาปรากฎไม่ เพราะสุนทรภู่พึ่งพระบารมีพระองค์เจ้าลักขณานุคุณอยู่ได้ไม่ช้า พอถึง พ.ศ. ๒๓๗๘ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณก็สิ้นพระชนม์ เมื่อพระองค์เจ้าลักขณานุคุณสิ้นพระชนม์ลง เห็นจะไม่มีใครกล้ารับอุปการะสุนทรภู่ เวลานั้นเจ้าฟ้ากุณฑลก็ยังมีพระชนม์อยู่ ชะรอยจะทรงขัดเคือง ด้วยสุนทรภู่โจทเจ้าไปพึ่งบุยพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ จึงทรงเฉยเสีย แต่เล่ากันมาว่าสมเด็จเจ้าฟ้า ๚ กรมพระยาบำราบปรปักษ์นั้นยังทรงสงสารสุนทรภู่ ถ้าไปเฝ้าเมื่อใดก็มักประทานเงินเกื้อหนุน แต่สุนทรภู่ก็ออกจะกระดากเองด้วย จึงไม่กล้าไปพึ่งสมเด็จเจ้าฟ้า ๚ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ต้องตกยากอีกครั้งหนึ่ง กลับอนาถายิ่งกว่าคราวก่อนนัยว่าถึงไม่มีบ้านเรือนจะอาศัยต้องลงลอยเรือเที่ยวจอดอยู่ตามสวน หาเลี้ยงชีพด้วยรับจ้างเขาแต่งบทกลอนกับทำการค้าขายประกอบกัน หนังสือสุนทรภู่แต่งในตอนเมื่อตกยากครั้งนี้ก็มีหลายเรื่อง คือ เรื่องพระเเท่นดงรังเรื่องหนึ่ง กล่าวในกลอนข้างต้นนิราศว่า
"ปีวอกนักษัตรอัฐศกชะตาตกต้องไปถึงไพรสณฑ์
ลงนาวาหน้าวัดพระเชตุพน    พี่ทุกข์ทนถอนใจครรไลจร"
ปีวอกอัฐศกนั้น พ.ศ.๒๓๗๙ ภายหลังพระองค์เจ้าลักขณานุคุณสิ้นพระชนม์ได้ปีหนึ่ง สุนทรภู่ไปคราวนี้อาศัยผู้อื่นไปแต่ตัว มิได้ไปลำพังเหมือนเมื่อครั้งยังบวชเป็นพระ เรื่องนิราศที่แต่งก็ว่าอย่างดาดๆ ดูไม่มีอกมีใจ มีเรื่องประวัติบอกไว้แต่ว่า ในตอนที่สึกแล้วได้ภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อม่วง แต่เมื่อแต่งนิราศนั้นยังไม่ได้เป็นสิทธ์ขาดทีเดียว เป็นแต่ไปมาหากันและบอกความไว้อีกข้อหนึ่งว่า เวลานั้นอดเหล้า ได้กล่าวไว้ในกลอนว่า
"ถึงนครชัยศรีมีโรงเหล้า    เป็นของเมาตัดขาดไม่ปรารถนา"
ดังนี้ เมื่อถึงท้ายเรื่องนิราศ ได้กล่าวกลอนบอกเจตนาในการที่แต่งนิราศว่า
"ใช่จะแกล้งแต่งประกวดอวดฉลาด    ทำนิราศรักมิตรพิศมัย
ด้วยจิตรักกาพย์กลอนอักษรไทยจิตตั้งใจแต่งคำแต่ลำพัง
หวังจะให้ลือเลื่องในเมืองหลวงคนทั้งปวงอย่าว่าเราบ้าหลัง
ถ้าใครเป็นก็จะเห็นว่าจริงจังประดุจดังน้ำจิตเราคิดกลอน
ขอเดชะถ้อยคำที่ร่ำเรื่องให้ลือเลื่องเลิศลักษณ์ในอักษร
ขอเชิญไทเทวราชประสาทพรให้สุนทรลือทั่วธานีเอย"
ยังหนังสือกลอนสุภาษิตสอนหญิง อีกเรื่องหนึ่งก็ดูเหมือนจะเเต่งในตอนนี้ เมื่อก่อนจบกล่าวกลอนไว้ข้างตอนท้ายว่า
"อย่าพึ่งเปล่าเอาแต่กลอนสุนทรเพราะ    จงพิเคราะห์คำเลิศประเสริฐศรี
เอาเป็นแบบสอนตนพ้นราคีกันบัดสีติฉินเขานินทา"
ยังมีหนังสือกลอนของสุนทรภู่อีกเรื่องหนึ่ง บางทีจะแต่งในตอนนี้คือเรื่องลักษณวงศ์ พิเคราะห์ดูเห็นเป็นสำนวนกลอนสุนทรภู่แต่งแต่ ๙ เล่มสมุดไทย ในฉบับที่พิมพ์ขายมีกลอนนำหน้าว่าเป็นของแต่งถวายเจ้านาย แต่กลอนนั้นเห็นได้ว่าตัดเอากลอนที่มีอยู่ข้างต้นเรื่องโคบุตรมาดัดเเปลง น่าสงสัยว่าจะเป็นของผู้อื่นเอามาเติมเข้าต่อชั้นหลัง เพียงจะให้มีชื่อสุนทรภู่ปรากฎในหนังสือนั้น อนึ่งมีคำกล่าวกันมาว่า สุนทรภู่แต่งเรื่องพระสมุทกับเรื่องจันทโครบ กับเรื่องนครกายอีก ๓ เรื่อง และว่าเรื่องพระสมุทนั้นสุนทรภู่แต่งเมื่อกำลังลงอยู่เรือลอย จึงให้ชื่อวีรบุรุษในเรื่องนั้นว่า "พระสมุท" พิเคราะห์ดูสำนวนกลอนในฉบับที่พิมพ์ขายเห็นว่ามิใช่กลอนสุนทรภู่ น่าจะกล่าวกันโดยเข้าใจผิด เกิดแต่ในหนังสือมีกลอนข้างตอนต้นว่า
"ข้าเจ้าชื่อภู่ผู้ประดิษฐ์ไม่แจ้งจิตถ้อยคำในอักษร
แม้ผู้ใดได้สดับคำสุนทร    ช่วยเอื้อนกลอนแถลงกล่าวในราวความ"
ความที่กล่าวในกลอนนี้ผิดวิสัยสุนทรภู่ ซึ่งไม่เคยยอมถ่อมตัวว่าความรู้อ่อน มีตัวอย่างคำสุนทรภู่ในข้อนี้ กล่าวไว้ในนิราศพระประธมตอนอธิษฐานว่า
"หนึ่งขอฝากปากคำทำหนังสือให้สืบชื่อชั่วฟ้าสุธาสถาน
สุนทราอาลักษณ์เจ้าจักรวาลพระทรงสารศรีเศวตเกศกุญชร
อนึ่งมนุษย์อุตริติต่างต่างแล้วเอาอย่างเทียบคำทำอักษร
ให้ฟั่นเฟือนเหมือนเราสาปในกาพย์กลอน    ต่อโอนอ่อนออกชื่อจึงลือชา"
เรื่องพระสมุทนั้นกล่าวกันอีกนัยหนึ่งว่า มีคนชื่อภู่อีกคนหนึ่งแต่งเอาอย่างสุนทรภู่ ในเวลาชั้นหลังมา เลียนสุนทรภู่ด้วยความนับถือ จึงถ่อมตัวว่าเป็นผู้ยังรู้น้อย ความจริงก็เห็นจะเป็นเช่นนี้ว่า ส่วนเรื่องจันทโครบนั้นได้พิเคราะห์ดูไม่พบกลอนตอนใดที่จะเชื่อได้ว่าเป็นสำนวนกลอนสุนทรภู่สักแห่งเดียว คำที่กล่าวกัน ก็กล่าวแต่ว่าสุนทรภู่แต่งกับผู้อื่นอีกหลายคน จึงเห็นว่าน่าจะเป็นสำนวนผู้อื่นที่แต่งตามอย่างสุนทรภู่ หากว่าจะเกี่ยวข้องกับสุนทรภู่ ก็เพียงแต่งเเล้วบางทีจะเอาไปให้สุนทรภู่ตรวจแก้ไข จึงขึ้นชื่อสุนทรภู่ว่าได้เกี่ยวข้อง แต่ที่แท้หาได้เเต่งไม่ ส่วนเรื่องนครกายนั้น มีกลอนบอกข้างต้นหนังสือนั้นว่า "นายภู่อยู่นาวาเที่ยวค้าขาย" เห็นจะเป็นนายภู่คนที่แต่งเรื่องพระสมุท หาใช่สุนทรภู่ไม่

ตอนสิ้นเคราะห์ สุนทรภู่จะตกยากอยู่สักกี่ปี ข้อนี้ไม่ทราบชัด ปรากฎแต่ว่าพ้นทุกข์ยากด้วยพระบาทสมเด็จ ๚ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จ ๚ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงพระปรานีโปรดให้ไปอยู่ที่พระราชวังซึ่งเป็นที่เสด็จประทับในสมัยนั้น และต่อมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระเจ้าลูกเธอที่พระบาทสมเด็จ ๚ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตามากอีกพระองค์หนึ่ง ทรงอุปการะด้วย เหตุที่กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ จะทรงอุปการะสุนทรภู่นั้น กล่าวกันว่าเดิมได้ทรงหนังสือเรื่องพระอภัยมณี (ชะรอยจะได้หนังสือมรดกของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ โดยเป็นอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดากัน) ชอบพระหฤทัย ทรงเห็นว่าเรื่องที่แต่งไว้ยังค้างอยู่ จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งถวายให้ทรงต่อไป สุนทรภู่แต่งเรื่องพระอภัยมณีมาได้ ๔๙ เล่มสมุดไทย หมายจะจบเพียงพระอภัยมณีออกบวช (ความตั้งใจของสุนทรภู่เห็นได้ชัดในหนังสือที่แต่งนั้น) แต่กรมหมื่นอัปสร ๚ มีรับสั่งให้แต่งต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้สุนทรภู่จึงต้องคิดเรื่องพระอภัยมณีตอนหลัง ตั้งแต่เล่มสมุดไทย ๕๐ ขยายเรื่องออกไปจนจบต่อเล่มที่ ๙๔

แต่พิเคราะห์ดูเรื่องพระอภัยมณีตอนหลัง สำนวนไม่ใช่ของสุนทรภู่คนเดียว เล่ากันว่ากรมหมื่นอัปสร ๚ มีรับสั่งให้แต่งถวายเดือนละเล่ม ถ้าเช่นนั้นจริงก็จะเป็นด้วยสุนทรภู่เบื่อ หรือถูกเวลามีกิจติดขัดแต่งเองไม่ทัน จึงวานหาศิษย์ให้ช่วยแต่งก็จะเป็นได้ นอกจากเรื่องพระอภัยมณี สุนทรภู่เเต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่นอัปสร ๚ อีกเรื่องหนึ่ง หนังสือนั้นจึงขึ้นต้นว่า "ข้าบาทขอประกาศประกอบเรื่อง" ดังนี้ แต่แต่งค้างเพียง ๑๕ เล่มสมุดไทย ชะรอยจะหยุดเมื่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สิ้นพระชนม์ พ.ศ.๒๓๘๘ ในระยะเวลาเมื่อสุนทรภู่อยู่ในอุปการะของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหมื่นอัปสร ๚ นั้น ได้ไปพระปฐมเจดีย์ จึงแต่งนิราศพระปธมอีกเรื่องหนึ่ง ไปคราวนี้บุตรไปด้วยทั้ง ๒ คน สังเกตสำนวนในนิราศเห็นได้ชัดว่าแต่งโดยใจคอชื่นบานกว่าเมื่อแต่งนิราศพระเเท่นดงรัง กล่าวถึงประวัติในเรื่องนิราศพระประธมนี้ว่า แตกกับภรรยาคนที่ชื่อม่วง และกล่าวกลอนตอนแผ่ส่วนกุศลท้ายนิราศพระบาทสมเด็จ ๚ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ว่า
"แล้วลาออกนอกโบสถ์ขึ้นโขดหิน    กรวดวารินรดคำทำอักษร
ส่งส่วนบุญสุนทราสถาพรถึงบิดรมารดาครูอาจารย์
ถวายองค์มงกุฎอยุธเยศทรงเสวตคชงามทั้งสามสาร
เสด็จสู่บุรีนีฤพานเคยโปรดปรานเปรียบเปียมได้เทียมคน
สิ้นแผ่นดินปิ่นเกล้ามาเปล่าอกน้ำตาตกตายน้อยสักร้อยหน
ขอพบเห็นเป็นข้าฝ่ายุคลพระคุณล้นเลี้ยงเฉลิมให้เพิ่มพูน"
ต่อนี้กล่าวถวาย พระพรถึงพระบาทสมเด็จ ๚ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ว่า
"ถึงล่วงแล้วแก้วเกิดกับบุญฤทธิ์    ยังช่วยปิดปกอยู่ไม่รู้สูญ
สิ้นแผ่นดินทินกรจรจำรูญให้เพิ่มพูนพอสว่างหนทางเดิน
ดังจินดาห้าดวงช่วงทวีปได้ชูชีพช่วยทุกข์เมื่อฉุกเฉิน
เป็นทำนุอุปถัมภ์ไม่ก้ำเกินจงเจริญเรียงวงศ์ทรงสุธา
อนึ่งน้อมจอมนิกรอัปสรราชบำรุงศาสนาสงฆ์ทรงสิกขา
จึงไพบูลย์พูนสวัสดิ์วัฒนาชนมาหมื่นแสนอย่าเเค้นเคือง"
ต่อมาเห็นจะเป็นเมื่อกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ สิ้นพระชนม์ สุนทรภู่ทูลรับอาสาพระบาทสมเด็จ ๚ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปหาของต้องพระประสงค์ที่เมืองเพชรบุรี แต่จะเป็นของสิ่งใดหาปรากฎไม่ ได้แต่งนิราศเมืองเพชร อีกเรื่องหนึ่ง เป็นนิราศสุดท้ายของสุนทรภู่นับถือกันว่าแต่งดีถึงนิราศภูเขาทอง อันเป็นอย่างยอดเยี่ยมในนิราศสุนทรภู่ กล่าวความไว้ในกลอนข้างตอนต้นว่า
"อนาถหนาวคราวมาอาสาเสด็จไปเมืองเพชรบุรินที่ถิ่นหวาน
ลงนาวาหน้าวัดนมัสการอธิษฐานถึงพระคุณกรุณา
ช่วยชุบเลี้ยงเพียงชนกที่ปกเกศ    ถึงต่างเขตของประสงค์คงอาสา"
เรื่องประวัติของสุนทรภู่ ที่ปรากฎในนิราศเรื่องนี้ ว่ามีบุตรน้อยไปด้วยอีกคนหนึ่งชื่อนิล ชะรอยจะเป็นลูกมีกับภรรยาที่ชื่อม่วง บุตรคนใหญ่ที่ชื่อพัดนั้นก็ไปด้วย ถึงตอนนี้เป็นหนุ่มแล้ว แต่บุตรที่ชื่อตาบไม่ปรากฎในนิราศเรื่องนี้ อนึ่ง ในเวลาเมื่อสุนทรภู่ไปเมืองเพชรบุรีคราวนี้ เป็นเวลาอยู่ตัวคนเดียวไม่มีภรรยา ได้กล่าวความข้อนี้ไว้ในนิราศหลายแห่ง มักจะว่าน่าฟัง จะคัดมาพอเป็นตัวอย่าง
"ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงาม    คิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย
จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่งต้องคว้างเคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย
โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชยชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ"
อีกแห่งหนึ่งว่า
"โอ้อกเอ๋ยเลยออกประตูป่ากำดัดดึกนึกน่าน้ำตาไหล
จะเหลียวหลังสั่งสาราสุดาใด    ก็จนใจด้วยไม่มีไมตรีตรึง
ช่างเป็นไรไพร่ผู้ดีก็มิรู้ใครแลดูเราก็นึกรำลึกถึง
จะปรับไหมได้หรือไม่อื้ออึงเป็นแต่พึงวาสนาพอพาใจ"
ตรงเมื่อถึงอ่าวยี่สาน ว่าด้วยหอยจุ๊บแจง เอาคำเห่เด็กของเก่ามาแต่งเป็นกลอน ก็ว่าดี
"โอ้เอ็นดูหนูน้อยร้องหอยเหาะขึ้นไปเกาะกิ่งตลอดยอดพฤกษา
ล้วนจุ๊บแจงแผงฤทธิ์เขาปลิดมากวักตรงหน้าเรียกให้มันได้ยิน
จุ๊บแจงเอ๋ยเผยฝาหาข้าวเปียกแม่ยายเรียกจะให้ไปกฐิน
ทั้งช้างงวงช้างงาออกมากินช่วยปัดริ้นปัดยุงกระทุงราย
เขาร่ำเรียกเพรียกหูได้ดูเล่นมันอยากเป็นลูกเขยทำเงยหงาย
เยี่ยมออกฟังทั้งตัวกลัวแม่ยายโอ้นึกอายจุ๊บแจงแกล้งสำออย
เหมือนจะรู้อยู่ในเล่ห์เสน่หาแต่หากว่าพูดยากเป็นปากหอย
เปรียบเมือนคนจนทุนทั้งบุญน้อย    จะกล่าวถ้อยออกไม่ได้ดังใจนึก"
รัชกาลที่ ๔ พอพระบาทสมเด็จ ๚ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวบวรราชาภิเษกแล้ว ก็ทรงตั้งสุนทรภู่ให้เป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระบวรราชวัง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร คงใช้ราชทินนามตามที่ได้พระราชทานเมื่อรัชกาลที่ ๒ เวลานั้นสุนทรภู่อายุได้ ๖๖ ปี หนังสือสุนทรภู่แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๔ มีปรากฎ ๒ เรื่องคือบทละครเรื่องอภัยนุราช แต่งถวายพระองค์เจ้าดวงประภาพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จ ๚ พระปิ่นเกล้าอยู่หัว เป็นหนังสือเล่มสมุดไทย ๑ เรื่องหนึ่ง กับเสภาเรื่องพระราชพงศาวดาร พระบาทสมเด็จ ๚ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสสั่งให้แต่งอีกเรื่องหนึ่ง เป็นหนังสือ ๒ เล่มสมุดไทย นอกจากนี้ยังมีบทเห่สำหรับกล่อมเจ้านายที่ยังทรงพระเยาว์ กล่าวกันว่าบทเห่เรื่องจับระบำกับบทเห่เรื่องกากี เรื่องพระอภัยมณี และเรื่องโคบุตรเป็นของสุนทรภู่แต่ง บทเห่เหล่านี้จะแต่งเมื่อใด ดูโอกาสที่สุนทรภู่ จะเเต่งมีอยู่ ๓ คราว คือแต่งสำหรับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณคราวหนึ่ง หรือสำหรับกล่อมลูกเธอในพระบาทสมเด็จ ๚ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเป็นกรมอยู่ในรัชกาลที่ ๑ คราวหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็แต่งถวายสำหรับกล่อมพระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จ ๚ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังเป็นกรมอยู่ในรัชกาลที่ ๓ คราวหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็แต่งถวายสำหรับกล่อมลูกเธอในพระบาทสมเด็จ ๚ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ดี เมื่อรัชกาลที่ ๔ บทเห่กล่อมของสุนทรภู่ ใช้กล่อมบรรทมเจ้านายทั่วทั้งพระราชวัง จนตลอดรัชกาล ตั้งแต่สุนทรภู่ได้เป็นที่พระสุนทรโวหาร รับราชกาล ๕ ปี ถึงแก่กรรมในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ มีอายุได้ ๗๐ ปี

1 2 3 4 5

เว็บไซต์สปอนเซอร์











Copyright © 2017 by www.likemax.com. All rights reserved.