หน้าบ้าน  เกมส์  เนื้อเพลง  ดูดวง  ท่องเที่ยว  สมุนไพร  ประวัติสุนทรภู่  สารบัญเว็บไซต์  พจนานุกรม  เข้าสู่ระบบ  สมัครสมาชิก


Custom Search

 


นิราศสุนทรภู่

นิราศเมืองแกลง
นิราศพระบาท
นิราศภูเขาทอง
นิราศวัดเจ้าฟ้า
นิราศอิเหนา
นิราศสุพรรณ
นิราศพระประธม
นิราศเมืองเพชร
รำพันพิลาป
ประวัติสุนทรภู่

นิราศเมืองเพชร - 1/5

นิราศเมืองเพชร เป็นนิราศเรื่องสุดท้ายของสุนทรภู่แต่งขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๙๒ ในรัชกาลที่ ๓ นับถือกันว่าเรื่องนี้แต่งดีถึงขนาดนิราศภูเขาทองซึ่งถือเป็นเรื่องยอดเยี่ยมในนิราศของสุนทรภู่ ในเวลาที่เเต่งเรื่องนี้สุนทรภู่ได้เข้าไปพึ่งพระบารมีในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเเธอ เจ้าฟ้า ๚ กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ กล่าวกันว่า สุนทรภู่ได้รับอาสาไปหาของที่ต้องพระประสงค์ที่เมืองพริบพรีหรือเพชรบุรีและได้แต่งนิราศเมืองเพชรขึ้นในคราวนั้น เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖



 ๏ โอ้รอนรอนอ่อนแสงพระสุริย์ฉาย
ท้องฟ้าคล้ำน้ำค้างลงพร่างพรายพระพายชายชื่นเชยรำเพยพาน
อนาถหนาวคราวอาสาเสด็จไปเมืองเพชรบุรินที่ถิ่นสถาน
ลงนาวาหน้าวัดนมัสการอธิษฐานถึงคุณกรุณา
ช่วยชุบเลี้ยงเพียงชนกที่ปกเกศถึงต่างเขตของประสงค์คงอาสา
จึงจดหมายรายทางกลางคงคาแต่นาวาเลี้ยวล่องเข้าคลองน้อย ๚
  
๏ ได้เห็นแต่แพแขกที่แปลกเพศขายเครื่องเทศเครื่องไทยได้ใช้สอย
ถึงวัดหงส์เห็นแต่หงส์เสาธงลอยเป็นหงส์ห้อยห่วงธงใช่หงส์ทอง
ถึงวัดพลับลับลี้เป็นที่สงัดเห็นแต่วัดสังข์กระจายไม่วายหมอง
เหมือนกระจายพรายพลัดกำจัดน้องมาถึงคลองบางลำเจียกสำเหนียกนาม
ลำเจียกเอ๋ยเคยชื่นระรื่นรสต้องจำอดออมระอาด้วยหนาหนาม
ถึงคลองเตยเตยแตกใบแฉกงามคิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย
จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่งต้องคว้างแคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย
โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชยชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ
ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็กล้วนบ้านเจ๊กขายหมูอยู่อักโข
เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรายโปหัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก
ไทยเหมือนกันครั้นว่าขอเอาหอห้องต้องขัดข้องแข็งกระด้างเหมือนอย่างเหล็ก
มีเงินงัดคัดง้างเหมือนอย่างเจ๊กถึงลวดเหล็กลนร้อนอ่อนละไม ๚
  
๏ ถึงวัดบางนางชีมีแต่สงฆ์ไม่เห็นองค์นางชีอยู่ที่ไหน
หรือหลวงชีมีบ้างเป็นอย่างไรคิดจะใคร่แวะหาปรึกษาชี
ก็มืดค่ำอำลาทิพาวาสเลยลีลาศล่วงทางกลางวิถี
ถึงวัดบางนางนองแม้นน้องมีมาถึงที่ก็จะต้องนองน้ำตา
ตัวคนเดียวเที่ยวเล่นไม่เป็นห่วงแต่เศร้าทรวงสุดหวังที่ฝั่งฝา
ที่เห็นเห็นเป็นแต่ปะได้ประดาก็ลอบรักลักลาคิดอาลัย
จะแลเหลียวเปลี่ยวเนตรเป็นเขตสวนมะม่วงพรวนหมากมะพร้าวสาวไสว
พฤกษาออกดอกลูกเขาปลูกไว้หอมดอกไม้กลิ่นกลบอบละออง ๚
  
๏ โอ้รื่นรื่นชื่นเชยเช่นเคยหอมเคยถนอมนวลปรางมาหมางหมอง
ถึงบางหว้าอารามนามจอมทองดูเรืองรองรุ่งโรจน์ที่โบสถ์ราม
สาธุสะพระองค์มาทรงสร้างเป็นเยี่ยงอย่างไว้ในภาษาสยาม
ในพระโกศโปรดปรานประทานนามโอรสราชอารามงามเจริญ
มีเขื่อนรอบขอบคูดูพิลึกกุฏิตึกเก๋งกุฏิ์สุดสรรเสริญ
ที่ริมน้ำทำศาลาไว้น่าเพลินจนเรือเดินมาถึงทางบางขุนเทียน
โอ้เทียนเอ๋ยเคยแจ้งแสงสว่างมาหมองหมางมืดมิดตะขวิดตะเขวียน
เหมือนมืดในใจจนต้องวนเวียนไม่ส่องเทียนให้สว่างหนทางเลย ๚
  
๏ บางประทุนเหมือนประทุนได้อุ่นจิตพอป้องปิดเป็นหลังคานิจจาเอ๋ย
หนาวน้ำค้างพร่างพรมลมรำเพยได้พิงเขนยนอนอุ่นประทุนบัง ๚
  
๏ ถึงคลองขวางบางระแนะแวะข้างขวาใครหนอมาแนะแหนกันแต่หลัง
ทุกวันนี้วิตกเพียงอกพังแนะให้มั่งแล้วก็เห็นจะเป็นการ ๚
  
๏ ถึงวัดไทรไทรใหญ่ใบชอุ่มเป็นเซิงซุ้มสาขาพฤกษาศาล
ขอเดชะพระไทรซึ่งชัยชาญช่วยอุ้มฉานไปเช่นพระอนิรุธ
ได้ร่วมเตียงเคียงนอนแนบหมอนหนุนพออุ่นอุ่นแล้วก็ดีเป็นที่สุด
จะสังเวยหมูแนมแก้มมนุษย์เทพบุตรจะได้ชื่นทุกคืนวัน ๚
  
๏ ถึงบางบอนบอนที่นี่มีแต่ชื่อเขาเลื่องลือบอนข้างบางยี่ขัน
อันบอนต้นบอนน้ำตาลย่อมหวานมันแต่ปากคันแก้ไขมิใคร่ฟัง ๚
  
๏ ถึงวัดกกรกร้างอยู่ข้างซ้ายเป็นรอยรายปืนพม่าที่ฝาผนัง
ถูกทะลุปรุไปแต่ไม่พังแต่โบสถ์ยังทนปืนอยู่ยืนนาน
แม้นมั่งมีมิให้ร้างจะสร้างฉลองให้เรืองรองรุ่งโรจน์โบสถ์วิหาร
ด้วยที่นี่ที่เคยตั้งโขลนทวารได้เบิกบานประตูป่าพนาลัย ๚
  
๏ โอ้อกเอ๋ยเลยออกประตูป่ากำดัดดึกนึกน่าน้ำตาไหล
จะเหลียวหลังสั่งสาราสุดาใดก็จนใจด้วยไม่มีไมตรีตรึง
ช่างเป็นไรไพร่ผู้ดีก็มิรู้ใครแลดูเราก็นึกรำลึกถึง
จะปรับไหมได้หรือไม่อื้ออึงเป็นที่พึ่งพาสนาพอพาใจ
โอ้นึกนึกดึกเงียบยะเยียบอกเห็นแต่กกกอปรงเป็นพงไสว
ลดาวัลย์พันพุ่มชอุ่มใบเรไรไพเราะร้องซ้องสำเนียง
เสียงกรอดเกรียดเขียดกบเข้าขบเขี้ยวเหมือนกรับเกรี้ยวกรอดกรีดวะหวีดเสียง
หริ่งหริ่งแร่แม่ม่ายลองไนเรียงแซ่สำเนียงหนาวในใจรำจวน
เหมือนดนตรีปี่ป่าประสายากทั้งสองฟากฟังให้อาลัยหวน
ดังขับขานหวานเสียงสำเนียงนวลเมื่อโอดครวญคราวฟังให้วังเวง ๚
  
๏ ถึงศีรษะกระบือเป็นชื่อบ้านระยะย่านยุงชุมรุมข่มเหง
ทั้งกุมภากล้าหาญเขาพานเกรงให้วังเวงวิญญาณ์เอกากาย
ถึงศิษย์หามาตามเมื่อยามเปลี่ยวเหมือนมาเดียวแดนไพรน่าใจหาย
ถึงศีรษะละหานเป็นย่านร้ายข้างฝั่งซ้ายแสมดำเขาทำฟืน
ถึงโคกขามคร้ามใจได้ไต่ถามโคกมะขามดอกมิใช่อะไรอื่น
ไม่เห็นแจ้งแคลงทางเป็นกลางคืนยิ่งหนาวชื้นช้ำใจมาในเรือ
ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุดใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ
เป็นป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือเหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน
ถึงบ้านขอมลอมฟืนดูดื่นดาษมีอาวาสวัดวาที่อาศัย
ออกชะวากปากชลามหาชัยอโณทัยแย้มเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุ ๚
  
๏ ข้างฝั่งซ้ายชายทะเลเป็นลมคลื่นนภางค์พื้นเผือดแดงดังแสงเสน
แม่น้ำกว้างว้างเวิ้งเป็นเชิงเลนลำพูเอนอ่อนทอดยอดระย้า
หยุดประทับยับยั้งอยู่ฝั่งซ้ายแสนสบายบังลมร่มรุกขา
บรรดาเรือเหนือใต้ทั้งไปมาคอยคงคาเกลื่อนกลาดไม่ขาดคราว
บ้างหุงต้มงมงายทั้งชายหญิงบ้างแกงปิ้งปากเรียกกันเพรียกฉาว
เสียงแต่ตำน้ำพริกอยู่กริกกราวเหมือนเสียงส้าวเกราะโกร่งที่โรงงาน ๚
  
๏ เห็นฝูงลิงวิ่งตามกันสอสอมาคอยขอโภชนากระยาหาร
คนทั้งหลายชายหญิงทิ้งให้ทานต่างลนลานล้วงได้เอาไพล่พลิ้ว
เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อยกระจ้อยร่อยกระจิริดจิดจีดจิ๋ว
บ้างเกาะแม่แลโลดกระโดดปลิวดูหอบหิ้วมิให้ถูกตัวลูกเลย ๚
  
๏ โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตรเพราะแสนสุดเสน่หานิจจาเอ๋ย
ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชยกระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู
แต่ลิงใหญ่อ้ายทโมนมันโลนเหลือจนชาวเรือเมินหมดด้วยอดสู
ทั้งลิงเผือกเทือกเถามันเจ้าชู้ใครแลดูมันนักมันยักคิ้ว
บ้างกระโดดโลดหาแต่อาหารได้สมานยอดแสมพอแก้หิว
เขาโห่เกรียวประเดี๋ยวใจก็ไพล่พลิ้วกลับชี้นิ้วให้ดูอดสูตา ๚

1 2 3 4 5

เว็บไซต์สปอนเซอร์











Copyright © 2017 by www.likemax.com. All rights reserved.